Categories
ข่าวฟุตบอล

อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์ จากเด็กลี้ภัยสงครามสู่เส้นทางยอดดาวรุ่ง บาเยิร์น มิวนิค

ฤดูกาลแรกของ อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์ แบ็คซ้ายทีมชาติแคนาดา ที่ เสือใต้ สโมสรชั้นนำแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ได้รับการจับตามองอย่างมากในฐานะนักเตะอายุน้อยอนาคตไกล และจากศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว ทำให้ “เสือใต้” ไม่รอช้ารีบต่อสัญญาฉบับใหม่กับตัวเขายาวออกไปถึง 5 ปี แต่ใครจะรู้ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของดาวรุ่งรายนี้ ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากสงคราม และความยากจน

จากการย้ายที่อยู่ข้ามทวีปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวัยเพียง 5 ขวบ จนถึงการถูกไล่ล่าลายเซ็นจากสโมสรดังแห่งศึก Premier League อย่าง Manchester United ขณะนี้ เดวีส์ กลายเป็นดาวรุ่งมากพรสวรรค์ที่โด่งดังไปทั่วโลก และได้รับการเชิดชูว่า มีฝีเท้าซุปเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอล

สึกเจ็บปวดเมื่อต้องพูดถึงปูมหลังอันน่าขมขื่นของพวกเขา แต่มันไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องทุกข์ทรมาน เพราะ เดเบอาห์ และ วิคตอเรีย เดวี่ส์ ซึ่งเพิ่งคลอดลูกชาย อัลฟอนโซ่ คิดว่า มันเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า

“เมื่อฉันมองย้อนกลับไปว่า เรามาจากค่ายผู้ลี้ภัยที่ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้า และเราก้าวมาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างทุกวันนี้ ฉันภูมิใจในตัวเขามาก บ้านเราที่ประเทศไลบีเรีย คุณต้องข้ามศพคนเพื่อไปหาอาหารมากิน มันน่ากลัวมาก ๆ สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณต้องหาทางย้ายออกจากมาตรงนั้น” วิคตอเรีย เริ่มเล่าความหลัง  

ในช่วงชีวิต 2-3 ปีแรกของ อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์  นั้น เขาไม่มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือ และบางทีก็แทบไม่ได้กินอาหารครบ 3 มื้อเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากครอบครัวของเขามีรายได้ต่ำมากจึงไม่มีเงินเพียงพอในการหาซื้ออาหาร

เดเบอาห์ เล่าต่อว่า “ใน กานา มันปลอดภัย แต่มันก็ยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น เรามีความกังวลมาก ผู้คนในค่ายลี้ภัยต่างก็อดอยาก มันไม่ใช่แค่เรื่องของสงครามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับตัวผมกับภรรยาสามารถดื่มแต่น้ำและนอนหลับได้เพื่อประทังความหิว แต่ อัลฟอนโซ่ ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ในทุกๆวันเราต้องทำให้แน่ใจว่า เรามีอาหารเพียงพอสำหรับเขา”

เดินทางข้ามทวีปสู่แผ่นดินยุโรป
หลังจากใช้เวลา 5 ปี ในค่ายย้าย บูดูบูรัม ครอบครัว เดวี่ส์ ได้ย้ายออกจากประเทศกานาไปตั้งรกรากในประเทศแคนาดา ซึ่งมันเป็นโอกาสดีที่ทำให้ อัลฟอนโซ่ มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน และได้พบกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขานั่นคือ ฟุตบอล

Photo : lifebogger.com
ในปี 2005 อัลฟอนโซ่ เริ่มเล่นฟุตบอลกับทีมท้องถิ่นในแคนาดาอย่าง เอ็ดมันตัน อินเตอร์เนชั่นส์แนล ต่อไป อีก 1 ปี ต่อมา เขาย้ายไปเล่นให้กับ เอ็ดมันตัน สไตรเกอร์ ซึ่งมี นิค ฮูเซ่ เป็นหนึ่งในทีมงานของสโมสร

ฮูเซ่ เล่าว่า “อัลฟอนโซ่ เป็นคนเงียบ ๆ ถ้าผมเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวบรรยากาศมันจะเหมือนครูฝึกทหารกำลังเข้ามา ในขณะที่พ่อและแม่ของเขาทำงานตลอดทั้งวันนับตั้งแต่พวกเขาย้ายมาที่แคนาดา ดังนั้น เมื่อ อัลฟอนโซ่ กลับจากโรงเรียน เขาจะต้องดูแลน้องชาย และน้องสาว”

 “เขาจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับน้องๆ ก่อนที่เขาจะอุ่นนมให้ดื่ม ซึ่งในวัยเด็กแบบนั้น เขาควรได้รับอิสระให้ทำอย่างอื่น แต่เขามีงานที่ต้องรับผิดชอบในแบบที่เด็กอายุ 11 ปีส่วนมากไม่ได้ทำ”

 อัลฟอนโซ่ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว เขายังคงเป็นชายหนุ่มที่มีความคิดดี และให้ความเคารพคนรอบข้างอยู่เสมอ รวมทั้งยังเป็นนักฟุตบอลที่มีความสามารถ ขณะที่ พ่อ-แม่ ของเขาก็มักจะเตือนสติลูกชายอยู่ตลอดเวลาว่า ให้ทำแต่เรื่องความดี

เดเบอาห์ กล่าวว่า “ผมมักจะพูดคุยกับเขาเสมอว่า อย่าไปทำตามเพื่อนที่ไม่ดี อย่าเป็นคนชั่ว ถ้าเขาไปเข้ากลุ่มกับเพื่อนที่ไม่ดีมันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ผมรู้ว่า เขาจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอน”

เมื่อเติบโตขึ้น ความรับผิดชอบทุกอย่างก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมไปถึงประสบการณ์ และการเล่นฟุตบอลในสนามของ อัลฟอนโซ่ ก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งนอกจากสปีดต้นที่จัดจ้านแล้ว เขาก็เริ่มหันมาสนใจการพัฒนาด้านเทคนิควิธีต่างๆมากขึ้น

“เขาเป็นเหมือนฟองน้ำ เมื่ออธิบายรายละเอียดต่างๆไปครบถ้วน เขาจะซึมซับข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วมาก และเขาจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านั้นได้ดีกว่าเด็กคนอื่นๆ” ฮูเซ่ กล่าว

เส้นทางสู่นักฟุตบอลอาชีพ
เมื่ออายุครบ 14 ปี แวนคูเวอร์ ไวต์แคป ได้ยื่นข้อเสนอให้ อัลฟอนโซ่ ไปเข้าร่วมทีมเยาวชนพร้อมกับจัดการเรื่องโรงเรียน และที่พักอาศัยให้ ซึ่งตอนแรก เดเบอาห์ และ วิคตอเรีย ต่างก็กังวลในข้อเสนอดังกล่าว แต่ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ตอบตกลง

วิคตอเรีย เล่าว่า “ฉันกลัวมาก ฉันเคยเห็นเด็ก ๆ บนท้องถนนกับบางสิ่งที่พวกเขาทำ ฉันไม่ต้องการให้ อัลฟอนโซ่ กลายเป็นเด็กแบบนั้น แต่เขาสัญญากับฉันว่า ผมจะไม่ไป แวนคูเวอร์ และกลายเป็นเด็กแบบนั้น ผมจะทำให้พ่อ-แม่ภูมิใจ”

ในเวลานั้น อัลฟอนโซ่ จำต้องมีเอเย่นต์ช่วยในการจัดการสิ่งต่างๆและ ฮูเซ่ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเขาในฐานะ Partner  และช่วยติดต่อกับครอบครัวของเขาในช่วงเวลาที่ต้องห่างไกลกัน รวมถึงดูแลเรื่องสัญญาฉบับแรกอีกด้วย

อีกหนึ่งคนที่ชื่นชมความสามารถของ อัลฟอนโซ่ คือ ฮอร์เก้ อัลวิยาล อดีตแมวมองในแถบอเมริกาเหนือของ แมนฯยูไนเต็ด และนี่คือบุคคลที่เคยติดตามดูฟอร์มของ ฮาเมส โรดริเกซ จอมทัพทีมชาติโคลิมเบีย และ เฟร็ดดี้ อาดู อดีตวันเดอร์คิดชาวสหรัฐอเมริกา มาแล้ว

ในเวลานั้น ความสามารถของ อัลฟอนโซ่ ยังไม่เด่ดชัดนัก เขาเหมือนกับดาวรุ่งทั่วไปที่ปรากฏตัวบน ยูทูปด้วยสไตล์การเล่นที่น่าตื่นเต้น แต่หลังต่อไปไม่นาน แข้งชาวแคนาดา ได้ลงเล่นในทีมสำรองของ แวนคูเวอร์ ไวต์แคป ซึ่งอยู่ในศึก ยูไนเต็ด ซ็อคเกอร์ ลีก (USL) และเขาได้แสดงศักยภาพให้ทุกคนได้เห็น รวมทั้งทำ Stats เป็นดาวเตะอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงสนาม

อัลวิยาล เล่าว่า “ครั้งแรกที่ผมเห็นเขา มันทำให้ผมต้องรีบย้อนกลับไปดูของเขาอีกครั้งหนึ่ง เขาเป็นนักฟุตบอลที่ดี และมีความเร็วมาก เขาดูดีจริงๆ แต่มีคนอื่นๆคอยจับตาดูเขาอยู่เช่นกัน ต่อมาหลังจากที่ผมเริ่มทำงานกับ Manchester United ผมได้ดูคลิปวิดีโอของเขาตอนที่เล่นในศึก USL ผมตื่นเต้นมากๆ”

“ผมไปดู อัลฟอนโซ่ ในสนาม และได้พบกับเขา และ นิค ฮูเซ่ หลังจากหมดเวลาเราไปที่ร้านอาหาร และจากการพูดเจรจากัน ผมรู้ทันทีว่า เขาจะเป็นซุปเปอร์สตาร์ในอนาคตอย่างแน่นอน ผมรู้สึกเหมือนกับตอนที่ผมไปเจอ คริสเตียน พูลิซิส สมัยยังเป็นเด็ก และพาเขาไปมดสอบฝีเท้าที่ เชลซี”

ในความคิดของ อัลวิยาล  นั้น แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า อัลฟอนโซ่ เป็นนักฟุตบอลที่มีความสามารถ แต่ แบ็คซ้ายชาวแคนาดา มีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากผู้เล่นอายุน้อยคนอื่นๆ นั่นคือ ทัศนคติ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา

“มันเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งเท่าที่มีพรสวรรค์ติดตัวมา ผมเห็นว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ต้องการเรียนรู้ ไม่เหมือนเด็กทั่วไปที่คิดว่า ตัวเองเป็นซุเปอร์สตาร์ แน่นอน เด็กทุกคนอยากจะเป็นซุเปอร์สตาร์ แต่ อัลฟอนโซ่ ต้องการเรียนรู้อยู่เสมอ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่หายากมากๆจากนักเตะดาวรุ่งทุกวันนี้”

“เมื่อผมเชื่อมั่นในตัวผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ผมจะโทรบอกเจ้านายของผมทุกวันเพื่อให้ซื้อตัวผู้เล่นคนนั้นมาร่วมทีม ผมรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า อัลฟอนโซ่ จะเป็นดาวเตะที่ยอดเยี่ยม ผมบอกกับ ปีศาจแดง แทบทุกวันเพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้หันมามองเด็กคนนี้” อัลวิยาล กล่าว

ประเดิมสนามครั้งแรกกับทีมชุดใหญ่
ขณะเดียวกัน แวนคูเวอร์ ไวต์แคป รู้ดีว่า ตัวเองมีสุดยอดดาวรุ่งอยู่ในมือพวกเขาจึงไม่รีรอที่จะจับ อัลฟอนโซ่ เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพทันทีเมื่อโอกาสมาถึง พร้อมกับส่งดาวเตะชาวแคนาดาลงประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียง 15 ปี และทำให้เขาเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นในศึก เมเจอร์ลีค ซ็อคเกอร์ (MLS)

คาร์ล โรบินสัน อดีตกุนซือ แวนคูเวอร์ ไวต์แคป เล่าว่า“ผมเห็นผู้เล่นมาหลายพันคนตลอดอาชีพการเป็นนักฟุตบอล และกุนซือ ผมคิดว่า อัลฟอนโซ่ สมควรได้รับโอกาสนั้น ผมพาเขามาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี กับเตะที่ผ่านศึกฟุตบอลโลกมาแล้ว”

“แต่ อัลฟอนโซ่ แทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เขาทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ผมไม่จำเป็นจะต้องสอนอะไรมากนัก มันเป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมชื่นชอบอยู่เสมอเมื่อพูดเกี่ยวกับตัวเขา”

เมื่อ อัลฟอนโซ่ ได้โอกาสลงเล่นในศึก เมเจอร์ลีค ซ็อคเกอร์ อย่างสม่ำเสมอ ในไม่ช้าความสนใจจาก แมนฯยูไนเต็ด ก็เพิ่มมากขึ้นโดยเขาได้รับคำเชิญจาก“ปีศาจแดง” ให้ไปทดสอบฝีเท้าที่สนามซ้อม แคร์ริงตัน เป็นเวลา 3 อาทิตย์ แต่ท้ายที่สุด แวนคูเวอร์ ไวต์แคป ตอบปฏิเสธไป

ความสนใจจาก แมนฯยูไนเต็ด และการเซ็นสัญญากับ เสือใต้
ยังไงก็ตาม กลายเป็น บาเยิร์น รีบคว้าโอกาสทองยื่นข้อเสนอ 13.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อตัว อัลฟอนโซ่ ไปร่วมทีมในเดือนมกราคมปี 2019 ก่อนที่ แบ็คตัวเติมเกมส์วัย 19 ปี จะพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นตัวหลักของ “เสือใต้” ในเวลานี้

ฮูเซ่ เล่าต่อว่า “ผมได้พบกับพาร์ทเนอร์จากสโมสรต่างๆ 1-2 แห่ง แต่เมื่อผมได้คุยกับ บาเยิร์น และเห็นแผนการของพวกเขา ผมคิดว่า ที่นั่นจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับ อัลฟอนโซ่ จริง ๆ แล้วผมได้รับการเสนอสิ่งที่โดดเด่นมากๆจากสโมสรแห่งหนึ่ง แต่ บาเยิร์น กำลังมีขนาดทีมที่เล็กลงเพราะ ฟร้องค์ ริเบรี่ และ อาร์เยน ร็อบเบน กำลังจะอำลาทีม และมันเป็นทางเลือกที่ดีมาก”

“มีหนึ่งในสโมสรจาก England ติดต่อมา ผมจึงถามเกี่ยวกับแผนการของพวกเขาสำหรับ อัลฟอนโซ่ และพวกเขาพูดว่า อาจให้ อัลฟอนโซ่ เล่นในทีมสำรองไปก่อน หรือปล่อยเขาออกไปด้วยสัญญายืมตัว เพราะไม่แน่ใจว่า เขาจะได้รับใบอนุญาตทำงานหรือไม่”

“แต่ทางฝั่ง บาเยิร์น ไม่ได้ใช้เพียงแค่โทรศัพท์ติดต่อมาเท่านั้น แต่พวกเขาเป็นงานนำเสนอแผนงานด้วย PowerPoint ที่นำมาโดย มาร์โก เนปเป้ หัวหน้าแมวมอง และ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ผู้อำนวยการกีฬา”

“พวกเขาแสดงตำแหน่งของ อัลฟอนโซ่ บนสนามที่เขาจะได้เล่น นอกจากนี้ พวกยังเขาแสดงให้เห็นว่า มีผู้เล่น 19 คนในทีม และแต่ละคนจะได้เล่นราว 50 เกมในหนึ่งฤดูกาล ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนจะมีเฉลี่ยเล่น 80 เปอร์เซ็นต์ในการลงสนาม”

ในท้ายที่สุดแผนการของ บาเยิร์น มันก็เพียงพอที่จะโน้มน้าว แวนคูเวอร์ ไวต์แคป, อัลฟอนโซ่ และ ฮูเซ่ ให้เห็นว่า อัลลิอันซ์ อารีน่า เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา และบางทีมันก็น่าสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับ แมนฯยูไนเต็ด

“ตอนที่ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังเป็นกุนซือ แมนฯยูไนเต็ด เขาต้องการตัว อัลฟอนโซ่ จริงๆแต่ท้ายที่สุดแล้วการย้ายทีมมันก็ไม่เกิดขึ้น พวกเขามัวแต่รอ และรอ และท้ายที่สุดผมไม่คิดว่า พวกเขามีวิสัยทัศน์และความเชื่อมั่นเช่นเดียวกับ เสือใต้” ฮูเซ่ อธิบาย  

สุดยอดแบ็คซ้ายดาวรุ่ง
หลังย้ายมาเล่นให้ บาเยิร์น ในเดือนมกราคมปี 2019 อัลฟอนโซ่ ต้องพบกับความยากลำบาก เนื่องจากในปีแรกกับ “เสือใต้” นั้น เขามีโอกาสลงสนามไปทั้งสิ้นเพียง 74 นาที มันจึงกลายเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับดาวรุ่ง แต่ ฮูเซ่ เตือนสติเขาว่า ต้องอดทน และตั้งใจฝึกซ้อมให้เยอะที่สุด

ยังไงก็ตาม ในที่สุดโอกาสของ อัลฟอนโซ่ ก็มาถึง เมื่อ นิคลาส ซูเล่ และ ลูคัส เอร์นานเดซ 2 แนวรับคนสำคัญของ บาเยิร์น ได้รับเดี้ยงยาว เป็นเหตุให้ ดาบิด อลาบา แบ็คซ้ายทีมชาติออสเตรีย ต้องถูกขยับไปเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และ “เสือใต้” ก็เกิดช่องว่างในตำแหน่งดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ มีคำถามเกิดขึ้นว่า อัลฟอนโซ่ จะเหมาะสมกับตำแหน่งแบ็คซ้ายของ บาเยิร์น หรือไม่ แต่การตัดสินใจของ นิโก้ โควัช อดีตกุนซือชาวโครเอเชีย ก่อนที่เขาจะโดนไล่ออก 2 อาทิตย์นั้น นับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพราะเขาเลือก แบ็คดาวรุ่งชาวแคนาดา ลงมาทำหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามากุมบังเหียน บาเยิร์น ต่อจาก โควัช และเขาก็ยังคงเลือกใช้งาน อัลฟอนโซ่ ในตำแหน่งแบ็คซ้ายมาอย่างเรื่อยๆ ซึ่ง ดาวเตะวัย 19 ปี ก็ไม่ทำให้เจ้านายเสียใจด้วยการระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด และไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง

นับตั้งแต่ ฟลิค เข้ามาคุม บาเยิร์น นั้น อัลฟอนโซ่ ได้ลงเล่นในศึกบุนเดสลีกาเป็นตัวจริงทุกเกม และเปลี่ยนตัวเองจากเด็กวัยรุ่นชาวแคนาดาที่น่าจับตามองกลายเป็นเป็นหนึ่งในนักเตะที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลกในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ฮูเซ่ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เราไม่ได้คาดหวังให้เขาทำสิ่งนี้ไดอย่างรวดเร็ว ผมได้อ่านในหนังสือพิมพ์เยอรมันฉบับหนึ่งกล่าวว่า เขาเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดที่ ฮาซาน ซาลิฮามิดซิช ทำให้กับสโมสร ทุกสิ่งที่ผมสอนเขาไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กทั้งเรื่องใน และนอกสนามนั้น มันคุ้มค่ามากกว่าอะไรทั้งหมด”

อัลฟอนโซ่ ยิ่งตอกย้ำความยอดเยี่ยมของตัวเองอีกครั้งด้วยการระเบิดฟอร์มสุดยอดในเกม UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาด้วยการพา บาเยิร์น บุกไปอัดChelseaถึงถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์3-0

โอลิเวอร์ คาห์น ตำนานผู้รักษาประตูของ บาเยิร์น ซึ่งทุกวันนี้เป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของสโมสร กล่าวว่า “อัลฟอนโซ่ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก และผมมั่นใจว่า เราจะยังคงมีความสุขกับเขาไปอีกนาน”

ความภาคภูมิใจของครอบครัว
นอกจากการเป็นนักฟุตบอลแล้ว ในเวลานี้ อัลฟอนโซ่ มีบทบาทเป็นทูตในการทำงานร่วมกับองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตในค่ายผู้ลี้ภัยเหมือนกับครอบครัวของเขา และขณะนี้เขายังเป็นผู้เล่นที่ทีมชาติแคนาดาภาคภูมิใจด้วยเช่นกัน

แบ็คตัวเติมเกมส์ บาเยิร์น กล่าวว่า “ผมรู้สึกขอบคุณ และขอบคุณสำหรับสิ่งที่พ่อ-แม่ของผมทำ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาพาครอบครัวไปสู่สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ประเทศที่ปลอดภัย และผมมีความสุขมากที่พวกเขาทำสิ่งนั้นเพื่อผม และน้องๆของผม คุณมาจากจุดไหน และคุณกำลังจะทำอะไร คุณต้องไม่ลืมจุดที่คุณเคยผ่านมา”

สำหรับการเสียสละทั้งหมดของ เดเบอาห์ กับ วิคตอเรีย รวมถึงการตัดสินใจทั้งหมดเพื่อมอบชีวิตที่ดีกว่าให้แก่ อัลฟอนโซ่ และน้องๆของเขานั้น มันทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจ รอยยิ้ม และน้ำตาที่ไหลบนใบหน้าของทั้งคู่ให้คำตอบได้เป็นอย่างดี

“ฉันแค่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับชีวิต และความแข็งแกร่งของเขา ฉันต้องการให้เขาทำสิ่งที่เขาอยากทำต่อไป เขาสัญญากับฉันก่อนที่เขาจะจากกัน และขณะนี้ฉันรู้ว่า เขาทำตามสัญญานั้นแล้ว” วิคตอเรีย กล่าวทิ้งท้ายด้วยความภาคภูมิใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *